เปิดโปรไฟล์ทีมชาติฟุตบอลโลก 2018 ทั้ง 32 ทีม

แน่นอน หากจะถามว่าทัวร์นาเม้นต์กีฬาใดที่ยิ่งใหญ่และน่าจับตามองที่สุดในโลก ทุกคนคงตอบเป็นเสียงเดียวกันอย่างไม่ต้องลังเลว่า มันคือทัวร์นาเม้นต์ ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย หรือ ฟีฟ่า เวิล์ด คัพ นั่นเอง

ซึ่งฟีฟ่าเวิร์ลคัพ หรือฟุตบอลโลก ถือเป็นมหกรรมฟุตบอลระหว่างประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โดยจะถูกจัดขึ้นในทุกๆสี่ปี ซึ่งทีมชาติทั่วโลกนั้นจะทำการแข่งขันรอบคัดเลือกเพื่อชิงพื้นที่ที่จะได้มาเป็นหนึ่งใน 32 ทีมสุดท้าที่จะได้มีโอกาสมาแข่งขันในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายนั่นเอง

ในเดือนมิถุนายน ปี 2018 ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้านี้ ก็จะเป็นฟุตบอลโลกอีกหนึ่งครั้งที่ประวัติศาสตร์จะต้องจารึก โดยคราวนี้การแข่งขันจะถูกจัดขึ้นที่ประเทศรัสเซียที่ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพและได้สิทธิในการเข้ามาเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายแบบอัตโนมัติโดยไม่ต้องผ่านการคัดเลือก
เราจะขอพาทุกท่านมาทำความรู้จักกับทั้ง 32 ทีมชาติที่จะทำการลงแข่งขันชิงชัยความเป็นหนึ่งของโลก จะมีทีมชาติใดบ้าง มาดูกันเลยดีกว่า

รัสเซีย (เจ้าภาพ : อันดับ 65 ของโลก) “หมีขาว” รัสเซียได้รับสิทธิ์ผ่านเข้ามาเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายโดยอัตโนมัติในฐานะเจ้าภาพ และนี่ถือเป็นครั้งแรกที่พวกเขารับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หลังจากก่อนหน้านี้ รัสเซีย เคยผ่านการจัดงานยักษ์อย่าง โอลิมปิกฤดูร้อน ในปี 1980 ที่กรุงมอสโก รวมถึงโอลิมปิกฤดูหนาวเมื่อปี 2014 ที่ผ่านมา ณ เมืองโซชิ ถือเป็นอีกหนึ่งทีมที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก ซึ่งโดยปรกติแล้ว เจ้าภาพนั้นจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่องัดฟอร์มเด็ดเพื่อแฟนบอล

บราซิล (จ่าฝูง คัดเลือกโซนอเมริกาใต้) ในปีนี้ ผู้คนต่างตั้งความหวังว่าอาจจะเป็นยุคทองของทีมชาติบราซิลอีกครั้งจากการขับเคลื่อนของยอดดาวเตะอย่าง เนย์มาร์ จูเนีย นี่คือชาติที่ว่ากันว่าเล่นฟุตบอลได้เก่งที่สุดในโลก เพราะไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหน ชื่อของ บราซิล ยังคงขายได้ และนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงยังคงเป็นเจ้าของสถิติทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในรายการนี้ด้วยการคว้าแชมป์มาครองถึง 5 สมัย (1958, 1962, 1970, 1994 และ 2002) งนี้ ทัพ “เซเลเซา” ถือเป็นชาติเดียวในผืนพิภพที่ลงเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครบทุกครั้ง มากกว่าทีมระดับแถวหน้าของโลกอย่าง “อินทรีเหล็ก” เยอรมัน หรือ “อัซซูรี่” อิตาลี หรือแม้กระทั่งชาติที่อ้างว่าเป็นต้นตำรับฟุตบอลอย่าง อังกฤษ

อิหร่าน (โซนเอเชีย : อันดับ 34 ของโลก) แชมป์กลุ่ม เอ คัดเลือกรอบสาม โซนเอเชีย ทัพ “นักรบแห่งเปอร์เซีย” ผงาดขึ้นมาตีตั๋วผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายในศึกฟุตบอลโลก 2018 ได้เป็นทีมที่สามของโลก (รวมเจ้าภาพ) หลังจากเก็บไปถึง 22 คะแนนจาก 10 นัด พร้อมกับรักษาสถิติไร้พ่ายในรอบคัดเลือกได้อย่างสุดยอด ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของกุนซือชาวโปรตุกีสอย่าง คาร์ลอส เคยรอซ อดีตมือขวาของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อิหร่าน ชุดนี้อาจจะไม่มีสตาร์ชูโรงเหมือนดั่งเช่นในอดีตที่พวกเขามี อาลี ดาอี, โคดาดัด อาซิซี่ และคาริม บาเกรี่ แต่สิ่งที่ เคยรอซ ได้เนรมิตให้กับทีมชุดนี้นั่นก็คือ “ทีมเวิร์ค” ที่พร้อมจะเล่นงานทุกทีมที่ประมาทพวกเขาที่

ญี่ปุ่น (โซนเอเชีย : อันดับ 44 ของโลก) แชมป์กลุ่ม บี คัดเลือกรอบสาม โซนเอเชีย หากคุณคิดตัวตัวเองคือ “ตัวจริงเรื่องปิ้งย่าง” ทีมชาติญี่ปุ่นเองก็คงไม่หนีคำว่า “ตัวจริงฟุตบอลโลก” เช่นกัน เพราะนี่ถือเป็นการผ่านเข้าสู่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 6 สมัยติดต่อกันเข้าไปแล้วสำหรับทัพ “ซามูไร บลู” อีกหนึ่งมหาอำนาจลูกหนังของเอเชีย หลังจากพวกเขาตอกย้ำความแกร่งทั่วแผ่นด้วยนักเตะที่ค้าแข้งอยู่ในแผ่นดินยุโรปเป็นส่วนใหญ่

เม็กซิโก (จ่าฝูงคัดเลือกโซนคอนคาเคฟ) (โซนคอนคาเคฟ : อันดับ 16 ของโลก) อีกหนึ่งขาประจำจากโซนคอนคาเคฟอย่าง “จังโก้” เม็กซิโก ที่พกดีกรีอดีตเจ้าภาพฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายสองสมัย (1970, 1986) และในครั้งนี้ พวกเขายังคงรักษามาตรฐานการเล่นเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น และสูงกว่าเพื่อนร่วมโซนด้วยกัน หลังผ่านเข้ามาถึงรอบสุดท้ายเป็นครั้งที่ 16 จากจำนวนฟุตบอลโลกทั้งหมด 21 ครั้ง

เบลเยี่ยม (โซนยุโรป : อันดับ 5 ของโลก) (แชมป์กลุ่ม เอช คัดเลือกโซนยุโรป) อีกหนึ่งทีมชาติที่อุดมไปด้วยสตาร์ดังในลีกยุโรปมากมายอย่างเช่น เอแด็ง ฮาซาร์, และ โรเมลู ลูกากู เป็นต้น ว่ากันว่านี่คือหนึ่งในทีมที่อุดมไปด้วยนักเตะฝีเท้าดีมากที่สุดทีมหนึ่งในโลก แต่ทว่า ทัพ “ปีศาจแดงแห่งยุโรป” ก็ยังไม่สามารถหยิบชิ้นความสำเร็จได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน หลังจากล้มเหลวในศึกยูโร 2016 ที่ผ่านมา เบลเยี่ยม นั้นพร้อมแค่ไหนกับฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่รัสเซียในกลางปีหน้า

เกาหลีใต้ (โซนเอเชีย : อันดับ 62 ของโลก) (รองแชมป์กลุ่ม เอ คัดเลือกรอบสาม โซนเอเชีย) ขออนุญาตปรบมือดังๆ ให้กับทัพ “โสมขาว” เกาหลีใต้ ดังๆ อีกครั้ง ที่ยังคงจองพื้นที่ในโซนเอเชียไว้ได้อย่างเหนียวแน่น หลังกลายร่างมาเป็นกระดูกชิ้นโตตั้งแต่ปี 1986 ที่เม็กซิโก หากนับที่รัสเซียด้วย นี่ก็ปาเข้าไป 9 สมัยติดต่อกันที่ เกาหลีใต้ ได้มาอวดฝีเท้าในเวิลด์คัพอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นทีมชาติที่ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจในฟุตบอลโลก 2002 พวกเขาเคยทะลุถึงรอบรองชนะเลิศมาแล้ว

ซาอุดิอาระเบีย (โซนเอเชีย : อันดับ 63 ของโลก) (รองแชมป์กลุ่ม บี คัดเลือกรอบสาม โซนเอเชีย) เคยเป็นหนึ่งในทีมชาติเอเชียที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ก่อนจะถึงช่วงขาลง ซาอุดิอาระเบีย น่าจะเป็นจุดสำคัญที่ทำให้พวกเขาได้เปรียบในเรื่องของรูปแบบการเล่นที่กลมกลืนกันทั้งทีม แต่ทว่าประสบการณ์ในเวทีระดับโลกนั้นถือเป็นข้อเสียเปรียบที่ “สิงห์ทะเลทราย” เองนั้นต้องตระหนัก แตะเตรียมตัวให้ดีเพื่อไม่ให้ถูกถล่มยับเหมือนดั่งเช่นปี 2002 ที่พวกเขาพ่าย เยอรมัน รองแชมป์โลกในครั้งนั้นไปถึง 8-0 ที่ซัปโปโร โดม

เยอรมัน (โซนยุโรป : อันดับ 1 ของโลก) (แชมป์กลุ่ม ซี คัดเลือกโซนยุโรป) นับตั้งแต่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ สเปน ในปี 1982 เยอรมัน สามารถผ่านเข้าไปอวดฝีเท้าในรอบชิงชนะเลิศได้ถึง 5 ครั้งด้วยกัน โดยที่พวกเขาสามารถเปลี่ยนมาเป็นโทรฟี่ “จูลส์ ริเม่ต์” เพิ่มได้อีก 2 ครั้ง อีกทั้งยังสามารถกรุยทางเข้าถึงรอบรองชนะเลิศได้อีก 7 หน นั่นแสดงให้เห็นว่าในโลกของฟุตบอล เยอรมัน ก็ยังคงเป็น เยอรมัน อยู่วันยังค่ำ

อังกฤษ (แชมป์กลุ่ม เอฟ คัดเลือกโซนยุโรป) (โซนยุโรป : อันดับ 12 ของโลก) ขุนพล “สิงโตคำราม” ตีตั๋วผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2018 ไปได้เรียบร้อย ด้วยการจบอันดับ 1 ของกลุ่ม F เก็บชัยชนะไป 8 จาก 10 นัด โดยอีก 2 นัดเป็นการเสมอ พร้อมกับย้ำสถิติไม่แพ้ใครในรอบคัดเลือกหนนี้

สเปน (โซนยุโรป : อันดับ 8 ของโลก) (แชมป์กลุ่มจี คัดเลือกโซนยุโรป)สเปน ถือเป็นอีกหนึ่งชาติมหาอำนาจลูกหนังที่ประสบความสำเร็จในเวทีระดับชาติมากที่สุดชาติหนึ่งในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ไล่มาตั้งแต่ผลงานการคว้าแชมป์ยุโรสองสมัยติดในปี 2008, 2012 คั่นด้วยการคว้าโทรฟี่ “จูลส์ ริเม่ต์” มาครองได้ในปี 2010 ที่แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ ด้วยการหักด่านเอาชนะ “อัศวินสีส้ม” ฮอลแลนด์ ในนัดชิงชนะเลิศ จากประตูชัยของ อันเดรส อิเนียสต้า

ไนจีเรีย (แชมป์กลุ่มบี คัดเลือกโซนแอฟริกา)ไนจีเรีย(โซนแอฟริกา : อันดับ 41 ของโลก) แม้ว่าทัพ“อินทรีมรกต” จะไม่เคยผงาดไปไกลถึงการเป็นแชมป์โลก แต่ทว่าแฟนบอลบ้านเราต่างก็คุ้นหูกับแข้งในตำนานอย่าง เอ็นวานโก้ คานู, เจย์ เจย์ โอโคชา, วิคเตอร์ อิ๊กเปป้า, ดาเนียล อาโมคาชี่, ตาริโบ เวสต์ หรือแม้กระทั่งนักเตะสปีด 9 อย่าง ทิยานี่ บาบันกิด้า เป็นอย่างดี ถือเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า ไนจีเรีย ไม่เคยขาดแข้งฝีเท้าดี และที่สำคัญ นับตั้งแต่การผ่านเข้าไปเปิดหน้าประวัติศาสตร์ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่สหรัฐอเมริกาในปี 1994 ไนจีเรีย พลาดการตีตั๋วเวิลด์คัพเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นในปี 2006 ที่เยอรมันเป็นเจ้าภาพ

คอสตาริกา (โซนคอนคาเคฟ : อันดับ 22 ของโลก) คอสตาริกา(โซนคอนคาเคฟ : อันดับ 22 ของโลก) ผลงานการผ่านเข้าไปถึงรอบควอเตอร์ไฟน่อลในฟุตบอลโลกครั้งที่แล้ว (บราซิล 2014) ยังคงเป็นอีกหนึ่งเทพนิยายลูกหนังที่รังสรรค์ขึ้นโดยแข้ง “กล้วยหอม” คอสตาริกา โดยเฉพาะฟอร์มการเซฟของ เคย์เลอร์ นาบาส จนทำให้เจ้าตัวได้ย้ายไปเฝ้าเสาให้กับ เรอัล มาดริด และยังคงเป็นผู้เล่นตัวหลักของทีมชุดนี้

โปแลนด์ (โซนยุโรป : อันดับ 6 ของโลก) (แชมป์กลุ่มอี คัดเลือกโซนยุโรป) การกลับมาของ โปแลนด์ ในหนนี้เรียกได้ว่าแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากฟอร์มการถล่มประตูของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ในรอบคัดเลือกกว่า 16 ประตู ถือเป็นอาวุธหนักที่แนวรับของแต่ละชาติใน รัสเซีย 2018 ต้องระมัดระวังกันไว้ให้ดี

อียิปต์ (แชมป์กลุ่มอี คัดเลือกโซนแอฟริกา) (โซนแอฟริกา : อันดับ 30 ของโลก) สิ้นสุดการรอคอยกว่า 28 ปี หรือนับตั้งแต่ อิตาเลีย 90 ที่ทีมชาติอียิปต์ผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครั้งล่าสุด ต้องขอบคุณ เอคเตอร์ คูเปร์ อดีตกุนซือของ บาเลนเซีย และอินเตอร์ มิลาน ที่เข้ามาทำให้ อียิปต์ ชุดนี้กลับมาเป็นทีมที่แข็งแกร่ง คงความเป็นเต้ยลูกหนังแห่งแดนกาฬทวีปอีกครั้ง

เซอร์เบีย (แชมป์กลุ่มดี คัดเลือกโซนยุโรป) ไอซ์แลนด์(โซนยุโรป : อันดับ 21 ของโลก)
หักปากกาเซียนทั้งโลกไปตามๆ กันสำหรับชาติเล็กๆ อย่าง ไอซ์แลนด์ ที่ก่อนหน้านี้เนรมิตบทช็อคโลกขึ้นมาด้วยการทะลุไปถึงรอบควอเตอร์ไฟน่อลในศึกยูโร 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศส ก่อนจะโชว์ฟอร์มแกร่งอย่างต่อเนื่องมากระทั่งผงาดคว้าแชมป์กลุ่มในรอบคัดเลือกได้อย่างสุดยอด ท่ามกลางเสือ สิงห์ กระทิง แรด อย่าง โครเอเชีย ยูเครน และอดีตทีมที่เคยคว้าอันดับสามในเวิลด์คัพ ฉบับเอเชีย อย่าง ตุรกี

ไอซ์แลนด์ (แชมป์กลุ่มไอ คัดเลือกโซนยุโรป) (โซนยุโรป : อันดับ 21 ของโลก) ไอซ์แลนด์ กลายเป็นชาติที่เล็กที่สุดที่จะไปเล่นในรัสเซีย 2018 นี่ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าภาคภูมิใจว่าประเทศเล็กๆ ทีมนี้ก็มีดีบนผืนฟลอร์หญ้าเหมือนกัน

โปรตุเกส (แชมป์กลุ่มบี คัดเลือกโซนยุโรป) โปรตุเกส (โซนยุโรป : อันดับ 3 ของโลก) โปรตุเกส ชุดนี้ยังคงผสมผสานไปด้วยดาวเตะมากประสบการณ์อย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้, เปเป้, ริคาร์โด้ ควาเรสม่า และนานี่ กับแข้งดาวรุ่งเลือดใหม่ที่ต่างกระจัดกระจายไปเล่นอยู่ทั่วลีกชั้นนำของยุโรป นำโดย อันเดร ซิลวา, แบร์นาโด้ ซิลวา, เนลสัน เซเมโด้ และกอนซาโล่ กูเอเดส ต้องรอดูว่าเมื่อถึงเวลานั้น แข้งดาวรุ่งเหล่านี้จะถูกบ่มจนได้ที่ และเข้าขากับสตาร์รุ่นพี่ได้ไหลลื่นหรือไม่

ฝรั่งเศส (แชมป์กลุ่มเอ คัดเลือกโซนยุโรป) (โซนยุโรป : อันดับ 7 ของโลก) ฝรั่งเศส นั้นแทบไม่ได้เป็นรองชาติไหนเลย จะมีเพียงแค่ “หัวจิตหัวใจ” และมันสมองของกุนซืออย่าง “เดเด้” เดส์ช็องส์ เท่านั้นที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้ทัพตราไก่กลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้งใน เวิลด์ คัพ 2018

อุรุกวัย (รองแชมป์โซนอมเริกาใต้) (โซนอเมริกาใต้ : อันดับ 17 ของโลก) ผลงานการถล่มประตูถึง 32 ลูกจาก 18 นัดในรอบคัดเลือก แสดงให้เห็นถึงจุดเด่นของยอดทีมจากอเมริกาใต้ทีมนี้เป็นอย่างดี แน่นอนว่ากุนซืออย่าง ออสการ์ วอชิงตัน ตาบาเรซ น่าจะใช้เกมรุกที่มีอยู่คอยไล่ทะลวงยิงคู่แข่งเป็นว่าเล่นใน รัสเซีย 2018 เป็นแน่

อาร์เจนตินา (อันดับ 3 โซนอเมริกาใต้) (โซนอเมริกาใต้ : อันดับ 4 ของโลก) ทัพ “ฟ้าขาว” ชุดนี้ถูกแฟนบอลค่อนโลกปรามาสว่า ถ้าไม่มี ลิโอเนล เมสซี่ ป่านนี้ อาร์เจนติน่า ก็อาจจะช็อคโลกด้วยการตกรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นครั้งแรกในรอบ 48 ปี นับตั้งแต่ เม็กซิโก’70 แต่โชคดีที่พระเจ้ายังคงเห็นใจด้วยการประทานนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกมาเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของชาวอาร์เจนไตน์

โคลอมเบีย (อันดับ 4 โซนอเมริกาใต้) (โซนอเมริกาใต้ : อันดับ 13 ของโลก) โคลอมเบีย ชุดนี้ดูแล้วอาจจะไม่เหมาะกับบอลทัวร์นาเม้นต์สักเท่าไหร่ แต่เชื่อว่าด้วยประสบการณ์ของนักเตะหลายๆ คนในทีมชุดนี้ที่ล้วนแต่ค้าแข้ง และผ่านการคว้าแชมป์ลีกมาหลายๆ คน รวมถึงกึ๋นของ เปเกร์มัน น่าจะใช้ช่วงเวลาที่เหลือต่อจากนี้ในการปรับจูนทีมให้ลงตัวที่สุด เพื่อที่อย่างน้องคือการผ่านทะลุไปถึงรอบควอเตอร์ไฟน่อลให้ได้เหมือนสี่ปีที่แล้วนั่นเอง

ปานามา (อันดับ 3 โซนคอนคาเคฟ) (โซนคอนคาเคฟ : อันดับ 49 ของโลก) เราเคยเห็นน้องใหม่อย่าง เซเนกัล แผลงฤทธิ์ใส่แชมป์เก่าอย่าง ฝรั่งเศส ในนัดเปิดสนามฟุตบอลโลก 2002 หรือจะเป็น “หมอผี” แคมอรูน ที่ยันสกอร์กับทีมแกร่งอย่าง โปแลนด์ ใน เอสปัญญ่า 1982 ก่อนจะหักด่านแชมป์โลกอย่าง อาร์เจนติน่า ตั้งแต่นัดเปิดสนามใน อิตาเลีย 90 แม้แต่ ไนจีเรีย เองที่ก็เคยสร้างชื่อกระฉ่อนในเวิลด์คัพ แดนลุงแซม 1994 น่าจะเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ ปานามา ก้าวลงทำศึกฟุตบอลโลกที่ รัสเซีย ด้วยความฮึกเหิมเป็นแน่

เซเนกัล (แชมป์กลุ่มดี คัดเลือกโซนแอฟริกา) (โซนแอฟริกา : อันดับ 32 ของโลก) ภายใต้การนำของกัปตันทีมจากชุดประวัติศาสตร์ในปี 2002 อย่าง อลิยู ซิสเซ่ เชื่อว่า ด้วยสปิริตของทีม บวกกับการลงสนามที่ไร้ความกดดัน อาจจะกลายเป็นพลังแฝงให้ “สิงโตแห่งเตรังก้า” ตัวนี้กลับมาคำรามได้ดัง และดุดันเหมือนกับที่กุนซือรายนี้เคยทำได้เมื่อสมัยเป็นกัปตันทีมก็เป็นได้

ตูนิเซีย (แชมป์กลุ่มเอ คัดเลือกโซนแอฟริกา) (โซนแอฟริกา : อันดับ 28 ของโลก) พวกเขาจะคว้าชัยได้แค่นัดเดียวจาก 12 เกมในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย แต่เชื่อว่าลึกๆ แล้วก็คงไม่มีใครกล้าประมาท“อินทรีแห่งคาร์เธจ” ตัวนี้ เพราะมีสถิติที่น่าสนใจอยู่หนึ่งอย่างก็คือ ตูนีเซีย มีแต้มกลับบ้านทุกครั้งจากการโชว์ฝีเท้าในเวิลด์ คัพ

โมร็อกโก (แชมป์กลุ่มซี คัดเลือกโซนแอฟริกา) (โซนแอฟริกา : อันดับ 48 ของโลก) มุสตาฟา ฮัดจิ, อับเดลจาลิล ฮัดด้า กับ นอร์เร็ดดิน เนย์เบ็ต อาจจะเคยสร้างชื่อให้กับ โมร็อกโก ในศึกฟร๊องซ์ 98 มาแล้ว ฉะนั้นไม่แน่ว่าฟอร์มอันร้อนแรงในรอบคัดเลือกจากการคว่ำทั้ง ไอวอรี่ โคสต์, กาบอง และมาลี บางทีนี่อาจจะเป็นม้ามืดตัวจริงใน รัสเซีย 2018

สวิตเซอร์แลนด์ (เพลย์ออฟ โซนยุโรป) (โซนยุโรป : อันดับ 11 ของโลก) สวิตเซอร์แลนด์นั้นก็คือ ทีมชุดนี้ล้วนแต่เล่นด้วยกันมาอย่างยาวนาน หลายๆ คนนั้นเคยผ่านการคว้าแชมป์โลกในรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี (ปี 2009) ร่วมกันมาแล้ว ดังนั้น เรื่องทีมเวิร์คของพวกเขาน่าจะเป็นหนึ่งในจุดแข็งที่ทีมอื่นต้องระวังเอาไว้ให้ดี

โครเอเชีย (เพลย์ออฟ โซนยุโรป) (โซนยุโรป : อันดับ 18 ของโลก) โครเอเชีย ชุดนี้เอาไว้ เฉกเช่นเดียวกับ อีวาน เปริซิช, อีวาน ราคิติช, มาริโอ มานด์ซูคิช รวมถึง เดยัน ลอฟเรน ที่พร้อมจะแปลงกลายเป็นนักรบตราหมากรุกที่คอยไล่เชือดเหล่าชาติคู่แข่งเพื่อการกลับไปสร้างประวัติศาสตร์ดั่งที่แข้งรุ่นพี่ทำได้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว

สวีเดน (เพลย์ออฟ โซนยุโรป) (โซนยุโรป : อันดับ 25 ของโลก) แอนเดอร์สสัน ยอมใจอ่อนหนีบ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ตามเสียงร้องของแฟนบอล สวีเดน อาจจะมีอีกหนึ่งอาวุธลับที่พร้อมจะสร้างความมหัศจรรย์ได้เสมอบนผืนแผ่นดินหลังม่านเหล็ก

เดนมาร์ก (เพลย์ออฟ โซนยุโรป) พวกเขาอาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จในฟุตบอลโลกมากนัก แต่ก็สามารถพัฒนาขึ้นมาอย่างเรื่อย

ออสเตรเลีย (เพลย์ออฟ โซนคอนคาเคฟ-เอเชีย) (โซนเอเชีย : อันดับ 43 ของโลก) ทีมชาติออสเตรเลียนี่แหละคือหนึ่งในทีมที่อกหักจากการเพลย์ออฟชิงตั๋วฟุตบอลโลกมากที่สุดทีมหนึ่งของโลก ไล่มาตั้งแต่ปี 1966 (เกาหลีเหนือ), 1970 (อิสราเอล), (สกอตแลนด์), 1994 (อาร์เจนติน่า), 1998 (อิหร่าน) และ 2002 (อุรุกวัย) ฉะนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่แข้งออสซี่ชุดนี้จะวิ่งแบบลืมตายเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์การผ่านเข้าไปเล่นใน เวิลด์ คัพ เป็นสมัยที่ 4 ติดต่อกัน (เริ่มตั้งแต่ปี 2006) ซึ่งครั้งนั้นพวกเขาพลาดท่าเสียจุดโทษในวินาทีสุดท้ายของเกม ก่อนที่ ฟรานเชสโก้ ต็อตติ จะรับหน้าที่สังหารพร้อมกับนำทัพ “อัซซูรี่” ไปชูถ้วยจูลส์ ริเม่ต์ ในท้ายที่สุด

เปรู (เพลย์ออฟ โซนอเมริกาใต้-โซนโอเชียเนีย) (โซนอเมริกาใต้ : อันดับ 10 ของโลก) เปรู อาจจะดูมีชื่อชั้นที่เป็นรองด้วยอารมณ์ และความรู้สึก แต่รู้หรือไม่ว่า การที่พวกเขาถูกจับไปอยู่โถสองของการแบ่งสายนั้นไม่ได้มาเพราะโชคช่วย เพราะ เปรู นั้นมีฟีฟ่า แรงกิ้งที่ยอดเยี่ยม และกำลังรั้งอันดับที่ 10 ของโลก (นับการจัดอันดับครั้งล่าสุดของฟีฟ่าในเดือนตุลาคม) และบางที เปรู อาจจะเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจจะก้าวมาขัดขวางความสำเร็จของทีมตัวเต็งในฟุตบอลโลกหนนี้